5ummer's profile 5ummerPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    The disappearance of Neanderthals

    อ่านต่วยตูนเมื่อวาน ทำให้รอยหยักในสมองที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะกระเตื้อง เนื่องจากกิน นอน ดูหนัง กิน และนอน และดูหนัง และเผลอหลับไปอีกรอบ :-D กลับลั่นเปรี๊ยะๆ ขึ้นมา ชอบที่สุด คือ เรื่อง การหายสาปสูญของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล ที่สอดคล้องกับที่ตัวเองเคยรู้และเรียนมา ก่อนหน้านี้ เท่าที่รู้ คือ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) โผล่ในทวีปยุโรปเมื่อ 1 แสน 3 หมื่นปีก่อน โดยช่วงท้ายได้ใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์สมัยใหม่พอดี แต่แล้วเมื่อ 3 หมื่นปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าเค้าหายไปเฉยๆ จึงมีทฤษฎีมากมายที่ถูกหยิบยกมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ทฤษฎีแรก คือ นีแอนเดอร์ทัลสาปสูญเพราะัเจอยุคน้ำแข็งถล่ม ก็แหม ขนาดสัตว์ยังสูญพันธุ์ไปตั้งหลายสปีชีส์ แล้วเค้าจะเหลือรึ แต่ถามจบ ปรากฎว่าผู้รู้ทั้งหลายก็พากันตะโกนตอบเสียงดังฟังชัดว่า "ไหวเด่ะค้าบบบเพ่" พวกเค้ายืนอยู่บนโลกตั้ง 1 แสนปีด้วยร่างกาย (และสมอง) ที่เอื้ออำนวยกว่าสัตว์ตั้งหลายเท่า แล้วจะไม่ให้ไหวได้ยังไง

    ทฤษฎีต่อมา ส้มว่าน่าเชื่อถือ มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลผสมพันธุ์กับมนุษย์ยุคใหม่ แล้วค่อยๆ กลายเป็นฝรั่งตัวขาวในยุโรปทุกวันนี้ เนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ทีมนักวิจัยชาวเยอรมันได้เผยผลวิเคราะห์ DNA มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศชายที่ขุดเจอในประเทศโครเอเชีย ที่ปรากฎว่า มีการผสมกับพันธุ์มนุษย์ยุคใหม่จริง!

    แต่ไงไม่ทราบ ผลวิเคราะห์นี้กลับถูกค้านจากทีมนักวิจัยชาวอเมริกัน (แหงล่ะ) ว่า DNA ที่พบ เป็นผลมาจากการปนเปื้อนแหงๆ

    ถ้าถามส้ม ส้มไม่เชื่อทฤษฎีแรกเลย ทฤษฎีที่ 2 นี่แหละที่มีความเป็นไปได้มาก เพราะผลวิเคราะห์นั้นค่อนข้างชัวร์ ขนาดฟอสซิลบางชิ้น ยังสามารถแยกยีนออกมาเป็นนีแอนเดอร์ทัลและมนุษย์ยุคใหม่ได้แบบเป๊ะๆ แถมทุกวันนี้ เราก็แต่งงานข้ามเชื้อชาติและสีผิวกันจนเป็นปกติอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับหลายหมื่นปีก่อนล่ะ จิงมะ

    แต่ถ้าถามว่าส้มเทใจให้ ทฤษฎี ไหนที่สุด มันต้องเป็นอันนี้...

    โฮมินิดส์ (Homonids อย่าเอาไปปนกับ Ape ลิงไม่มีหางนะ) มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา รุ่นแรกเรียกว่า ออสตราโลพิเธคัส (Australo pithecus) ที่เหมือนมนุษย์เราทุกอย่าง ยกเว้นรูปหน้าที่ค่อนไปทางลิงซะมาก เคลื่อนไหวช้า และหลังค่อม รุ่นต่อมาวิวัฒนาการเป็น โฮโม ฮาบิลิส (Homo habilis) ที่ว่องไวขึ้น และหลังค่อมน้อยลง จากนั้นได้พัฒนาต่อมาเป็น โฮโม อิเลกตัส (Homo Electus) ที่แปลว่าตัวตรง ส่วนมันสมองก็โตจนเกือบเท่ามนุษย์สมัยใหม่ และรุ่นนี้เองที่เมื่อร่างกายและสิตปัญญาอำนวย พวกเค้าบางส่วนจึงอพยพออกจากแอฟริกา ไปทั่วทุกมุมโลก

    ในทวีปยุโรป โฮโม อิเลกตัส ได้วิวัฒนาการเป็น โฮโม นีแอนเดอร์ทัล

    ในทวีปแอฟริกา โฮโม อิเลกตัส ได้วิวัฒนาการเป็นมนุษย์ยุคใหม่ หรือ โฮโม เซเปี้ยนส์ (Homo sapiens หรือ โครมันยอง ตามที่ชาวยุโรปเรียก) ที่แปลว่า ฉลาด ส่วนแข้งขายาว เพรียว สมองโต หน้าผากนูน จมูกเล็ก

    และเมื่อโฮโม เซเปี้ยนส์ หรือมนุษย์ยุคใหม่ อพยพจากแอฟริกาไปเจอกับนีแอนเดอร์ทัลในยุโรป...

    การแข่งขันเพื่อชิงความอยู่รอด หรือที่เราเรียกว่า สู้ (โหดหน่อยก็ฆ่าล้างโครต LOL!) ระหว่างเจ้าถิ่นกับผู้มาเยือนจึงเกิดขึ้น และเป็นที่มาของการสูญพันธุ์ของนีแอนเดอร์ทัลในเวลาต่อมา

    ทำไมถึงเชื่อ ก็อย่างที่บอก ส้มใช้ประวัติศาสตร์และความเป็นคนที่มีอยู่ในตัวมาเปรียบเทียบกับทฤษฎีนี้ เมื่อเราโกรธ ถูกรังแก ถูกรุกราน หรือรุกรานคนอื่น สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เราจะทำยังไง แถมในยุคหิน ที่ความงอกงามทางจิตใจยังไม่เกิดขึ้น นีแอนเดอร์ทัลกับโครมันยองหรือจะยอมนั่งลง ลงนามสนธิสัญญาร่วมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ? (ขนาดปัจจุบันนี้ ใครบางคนเซ็นสัญญายุติทดลองนิวเคลียร์บนบก แต่ยังแถไปทดลองในมหาสุทรเลยคิดดูเองแล้วกัน LOL!) เค้าจะรู้ว่านีแอนเดอร์ทัลเป็นโครตเหง้าศักราชเดียวกับเค้ารึป่าวยังไม่รู้เลย ดีไม่ดี อาจจะเหมือน ทฤษฎีสุดท้าย (ในขณะที่เขียนอยู่นี้) ว่าเอาไว้ก็ได้นะ ว่าเค้าอาจมองคนต่างสปีชีส์เป็นเพียงแค่ แหล่งโปรตีน นึงเท่านั้น (!?!?) จึงฆ่านีแอนเดอร์ทัลที่สู้ไม่ได้มาเป็นอาหาร ประกอบกับเมื่อถึงยุคน้ำแข็งถล่มยุโรป พืชพรรณหดหาย สัตว์พากันล้มตาย แล้วจะไม่ฆ่ามากินยังไงไหวละนะ

    สรุป คือ ส้มจะยังคงนั่งยัน-นอนยัน กับทฤษฎีสู้กันจนตายไปข้าง (หัวรุนแรงเหมือนกันนะนี่ ลูกสาวผกก. LOL!) จนกว่าจะมีทฤษฎีอื่นที่น่าเชื่อถือกว่ามาหักล้าง เพราะตอนนี้ใจมันไม่เป็นกลาง ดันไปตั้งธงกับทฤษฎีนี้เรียบร้อยแล้ว อีกอย่าง ส้มชอบทฤษฎีนี้เพราะมันสนับสนุนทฤษฎีส่วนตัวของตัวเองเข้าอย่างจัง คือ หลังจากที่อยู่บนโลกนี้ 20 กว่าปี เรียนประวัติศาสตร์มาอีก 4 ปี ได้ A+ ในวิชาประวัติศาสตร์โลกยุคแรก (ฟลุคจริงๆ) และดูข่าว/ ภาพ การรบราฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน ทำให้ส้มมั่นใจว่า...

    ถ้าเดรัจฉาน คือ ลักษณะเฉพาะของสัตว์ ที่ทำโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดีล่ะก็....

    ความรุนแรง ก็คือ ลักษณะเฉพาะของมนุษย์เดินดินอย่างเราเช่นกัน


    โอว.... I LOVE SIGMUND FROID. :-P